เมื่อผมไปเยี่ยมบ้านนกปากช้อนหน้าดำที่ไต้หวัน
กวิน ชุติมา
นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นจากการที่คุณซิมบา ชาน (Simba Chan) เจ้าหน้าที่อนุรักษ์อาวุโสในเอเชียของ BirdLife International เครือข่ายองค์กรเอกชนด้านการอนุรักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีภาคีสมาชิก(Partners)อยู่ในร้อยกว่าประเทศ และสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกในประเทศไทย ได้มาร่วมงานวันเทศกาลนกชายเลนที่กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม จัดขึ้นที่ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา งานนี้จัดต่อเนื่องมาแล้วเก้าปีโดยที่สมาคมฯ ได้ร่วมจัดและสนับสนุนมาโดยตลอด
การมาร่วมงานทำให้คุณซิมบาทราบถึงสถานการณ์ในพื้นที่นาเกลืออันเป็นที่อยู่อาศัยของนกชายเลนปากช้อนที่โคกขามและปากทะเล (ต.ปากทะเล อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี) รวมทั้งความคืบหน้าในการทำงานของสมาคมฯ โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ในท้องถิ่นและผลักดันให้มีการประกาศพื้นที่ทั้งสองให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ(Ramsar Site) ซึ่ง BirdLife Asia ได้ช่วยหาทุนมาสนับสนุน
คุณซิมบาได้เกิดความคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ หากสมาคมฯจะได้ไปดูงานการทำงานอนุรักษ์นกที่จังหวัดไทนานของไต้หวัน ซึ่งมีพื้นที่นาเกลือขนาดใหญ่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกชายเลนอพยพในลักษณะคล้ายกับในประเทศไทย และแนะนำให้ติดต่อคุณฟิลิป เกา ช่วยจัดไปดูงานให้
ผมรู้จักคุณฟิลิป เกา (Philip Kuo) ดี เนื่องจากในคณะกรรมการบริหาร BirdLife Asia นั้น เขาเป็นรองประธานสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออก ขณะที่ผมเป็นรองประธานสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ยังมีรองประธานอีกคนสำหรับภูมิภาคเอเชียใต้มาจากศรีลังกา) ปัจจุบันเขายังเป็นเลขาธิการของสมาคมนกป่าแห่งไทนาน (Wild Bird Society of Tainan) และเป็นกำลังสำคัญของการทำงานอนุรักษ์นกในพื้นที่นี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะกับนกปากช้อนหน้าดำ (Black-faced Spoonbill) ซึ่งยังผลให้ประชากรของนกชนิดนี้ที่เคยลดลงจนน่าวิตกจนมีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง(เหมือนนกชายเลนปากช้อน)กลับเพิ่มจำนวนขึ้นมาอีกอย่างต่อเนื่องในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาเป็นราว 2,450 ตัว และกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกชนิดนี้มาอาศัยพื้นที่นาเกลือและหาดเลนที่ไทนานเป็นที่อยู่อาศัยในฤดูหนาว
ติดต่อทางอีเมลกันอยู่สองเดือนก็ได้ข้อสรุปว่า เขาจะจัดให้ผมไปดูงานที่ไทนานในวันที่ 8 พฤษภาคม 2553 ก่อนหน้าการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการประชุมใหญ่ภาคีสมาชิกของ BirdLife ในทวีปเอเชียที่ไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 9 ถึง 15 พฤษภาคม ซึ่งผมต้องไปร่วมประชุมอยู่แล้ว จะได้ประหยัดค่าเครื่องบิน
เริ่มต้นก็ได้ผจญภัย
เครื่องบินผมไปถึงไทเปราว 18.00 น.ของวันที่ 7 พฤษภาคม แต่เดิมนั้นคุณฟิลิปบอกให้ผมเดินทางไปไทนานด้วยรถไฟความเร็วสูง (Taiwan High Speed Rail – THSR) ซึ่งมีชื่อเสียงว่าดีทัดเทียมกับรถไฟหัวกระสุน (Shinkansen) ของญี่ปุ่น ถ้าได้ไปรถไฟนี้ก็จะใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาที แต่คุณฟิลิปลืมไปว่าสุดสัปดาห์นั้นตรงกับวันแม่ของไต้หวันจึงมีคนเดินทางกลับบ้านในหัวเมืองต่างๆมากมาย ตั๋วรถไฟความเร็วสูงทั้งหมดจนถึงเที่ยวสุดท้ายในค่ำวันนั้นถูกขายไปหมดล่วงหน้า
ทางคนขายตั๋วช่วยเหลือดีมาก พยายามตรวจสอบตั๋วทุกขบวนให้ถึงสองรอบเผื่อว่ามีตั๋วสักที่นั่งหลงอยู่ แต่ก็ไม่พบ เธอจึงได้กรุณาแนะนำให้ผมเดินทางด้วยรถไฟธรรมดา(TRA) ซึ่งต้องไปขึ้นอีกสถานีหนึ่งห่างออกไป โชคดีที่เขามีรถประจำทางฟรีบริการในเส้นทางที่ผ่านสถานีรถไฟนั้นพอดี เธอจึงให้เจ้าหน้าที่อีกคนพาผมไปขึ้นรถคันนั้น นั่งไปครึ่งชั่วโมงก็มาถึง พอเข้าไปซื้อตั๋วกับคนขายที่พูดอังกฤษได้บ้างก็พบอีกว่าตั๋วรถไฟในช่วงหัวค่ำหมดไปแล้วเช่นกัน เหลือแต่รถกลางคืนเที่ยวสุดท้ายออกเวลา 23.48 น. แถมยังถามกำชับสองสามครั้งด้วยว่าหลังจากเมืองหนึ่งกลางทางไปแล้ว ผมจะไม่มีที่นั่ง จะเอาไหม ผมไม่มีทางเลือก คิดในใจว่าเอาไงก็เอากัน หวั่นใจอยู่เหมือนกันเพราะผมพูดจีนได้คำเดียวคือขอบคุณ ได้ตั๋วแล้วก็โทรศัพท์บอกคุณฟิลิปว่าไปรถขบวนใด เขาจะได้มารับถูกเวลา
ปรากฎว่ารถไฟขนวนนั้นก็แน่นเอี๊ยด ขนาดดึกอย่างนั้น บนทางเดินตรงกลางมีคนยืนและวางกระเป๋าเสื้อผ้าเต็มไปหมด ผมนั่งหลับๆตื่นๆไปตลอดห้าชั่วโมงของการเดินทาง โชคดีที่คำขู่ไม่เป็นจริง คนทยอยลงไปเรื่อยๆตามทาง เหลือไปถึงไทนานซึ่งอยู่เกือบปลายทางไม่กี่คน มองในแง่ดี ผมก็ได้ประหยัดค่ารถไฟและค่าโรงแรมในคืนนั้นไป
ไปถึงไทนานเกือบตีห้า คุณฟิลิปขับรถมารอรับที่สถานีรถไฟ พาไปกินขนมเค๊กกับกาแฟเป็นอาหารเช้า คุยกันถึงแผนการดูงาน แล้วก็ไปกันทันทีเพราะสว่างแล้ว เดือนพฤษภาคมที่ไต้หวันนี่สว่างตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ
นาเกลือไทนาน
จังหวัดไทนาน(TainanCounty) อยู่บนชายฝั่งตะวันตกทางตอนใต้ของเกาะไต้หวันติดกับช่องแคบฟอร์โมซ่าที่คั่นไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่จีน ห่างจากเมืองหลวงไทเปราว 300 กิโลเมตร ไทนานเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะไต้หวันและเป็นที่อยู่ของชนพื้นเมืองมาก่อนที่ชาวจีนจะอพยพข้ามมา บริเวณชายฝั่งเคยเป็นทะเลสาปน้ำเค็ม(Lagoon)ขนาดใหญ่ที่ต่อกับทะเล น้ำลึกขนาดเรือเดินทะเลขนาดใหญ่เข้ามาจอดได้ ต่อมาทะเลสาปนี้ได้ตื้นเขินและการทำนาเกลือได้เริ่มขึ้นในราว ค.ศ. 1650 จากนั้นก็ได้ขยายออกไปหลายพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง
พื้นที่แรกที่ผมไปดูงานคือพื้นที่ชุ่มน้ำซิเกา (Sihcao Wetland) อยู่ชานเมืองทางเหนือของเมืองไทนาน นาเกลือที่นี่ซึ่งมีชื่อว่าอันชุน (Anshun Salt Fields) สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1919-1923 ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันการผลิตมีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมเกลือดำเนินการโดยบริษัทที่จ้างชาวบ้านมาเป็นคนงาน ผลิตทั้งเกลือธรรมดาจากนาเกลือที่มีพื้นเป็นดินอัด(Earth-plated pans)แบบเดียวกับในเมืองไทยบ้านเรา และเกลือคุณภาพสูงจากนาเกลือที่ปูฟื้นด้วยกระเบื้องแบบโมเสค(Pottery shard pans) กระเบื้องนี้ทำจากไหที่นำมาทุบให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนขอบบ่อก็ก่ออิฐถือปูน เกลือคุณภาพสูงนี้ส่งออกไปญี่ปุ่น(ร้อยละ 95)และเกาหลีทั้งหมด แต่การผลิตได้ลดลงจนในที่สุดก็ได้ยุติการผลิตในปี ค.ศ. 2002 และปลดคนงานออกทั้งหมดเมื่อไต้หวันสามารถนำเกลือเข้ามาจากออสเตรเลียได้ในราคาถูกกว่า
ต่อมารัฐบาลได้จัดปรับการใช้ประโยชน์พื้นที่ใหม่ กันพื้นที่นาเกลือราว 3,000 ไร่เป็นเขตอุตสาหกรรมไฮเทคเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม นักอนุรักษ์จึงได้ต่อสู้ให้มีการประกาศพื้นที่นาเกลือที่เหลืออยู่ราว 2,150 ไร่ให้เป็นเขตสงวนสัตว์ป่า (wildlife reserve zone) อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่เคยมีอาชีพเป็นคนงานนาเกลือก็ถูกโยกย้ายออกไปยังที่อยู่อาศัยใหม่ที่รัฐบาลสร้างให้ติดกับนิคมอุตสาหกรรมและเสียสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่เขาอาศัยดำรงชีพมา 70 ปีไป
ดังนั้นนาเกลือเก่าเลิกใช้แล้วที่เหลืออยู่ขณะนี้ก็อยู่ติดกับนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค แต่คุณฟิลิปยืนยันว่าไม่มีการปล่อยน้ำเสียลงในนาเกลืออันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ดังกล่าว และล่าสุดบริเวณนี้ก็เพิ่งถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ หลังจากเลิกทำเกลือแล้ว การดูแลพื้นที่แห่งนี้กระทำโดยสมาคมนกป่าแห่งไทนานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไต้หวัน หลักๆก็เป็นการควบคุมระดับน้ำและปล่อยน้ำทะเลใหม่เข้ามาเป็นระยะ(ซึ่งทำได้ไม่ยากเพราะพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล)ให้เป็นที่อยู่อาศัยของนกชายเลนได้
สมาคมฯมีสำนักงานสนามกึ่งศูนย์การเรียนรู้เรียกว่า “ศูนย์นิเวศวิทยานกไทเจียง” (Taijiang Bird Ecological Center) ตั้งอยู่ในอาคารที่เดิมเป็นสำนักงานบริษัทเกลือไทนาน มีนิทรรศการและห้องบรรยายให้ความรู้เรื่องนกชายเลนและระบบนิเวศนาเกลือแก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆในไทนาน มีหุ่นจำลองรูปนกชายเลนหลายชนิด รวมทั้งรังและไข่ของมัน ส่วนใหญ่ก็ดูคุ้นเคยพบเห็นได้ที่เมืองไทย ในวันนั้นเนื่องจากยังเช้ามากและเป็นวันเสาร์ไม่มีรายการให้เด็ก ผมจึงได้แต่เดินดูนิทรรศการและบอร์ดให้ความรู้ต่างๆที่จัดไว้
ในบริเวณใกล้ๆกับสำนักงานสนามนี้มีศูนย์ช่วยชีวิตและฟื้นฟูโลมาซึ่งเข้ามาเกยตื้นที่หาดเลนด้านนอกอยู่บ่อยครั้ง มีนักวิทยาศาสตร์และอาสาสมัครนักศึกษาอยู่ประจำ (ในวันที่ไปดูงานมีโลมากำลังรับการฟื้นฟูอยู่หนึ่งตัว) จากสำนักงานเราขี่จักรยานผ่านท่าเรือเก่าที่เคยเป็นจุดที่เอาเกลือลงเรือเล็กเพื่อลำเลียงออกไปยังเรือใหญ่นำไปขายต่างประเทศ เลยออกไปตามคันนาที่ใหญ่โตมาก โดยมีมุ่งหมายไปดูนาเกลือและนกชายเลน
น่าเสียดายที่ผมไปที่นั่นเมื่อปลายฤดูอพยพจึงมีนกอยู่น้อยมาก คุณฟิลิปบอกว่าในฤดูหนาวมีนกชายเลนมาอยู่มากมาย แต่ขณะนี้นกอพยพกลับไปยังถิ่นทำรังวางไข่เกือบหมดแล้ว ส่วนแรกที่เข้าไปถึงเป็นพื้นที่ที่นกหัวโตขาดำทำรังวางไข่ ลูกนกเพิ่งฟักออกจากไข่ไปหมดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง เหลือแต่รังร้างเป็นหลุมตื้นๆอยู่ตามพื้นดินหรือกองหินเป็นจำนวนมาก แต่ผมก็ยังได้เห็นพ่อนกสองตัวต่อสู้ชิงพื้นที่กันอยู่
ถัดเข้าไปเป็นแปลงนาเกลือขนาดใหญ่ที่ปีนี้เขาพบนกชายเลนปากช้อนมาอาศัยอยู่หนึ่งตัว นกชายเลนปากช้อนไม่ได้มาที่นี่เป็นประจำ ดังนั้นแม้จะมีตัวเดียว เขาก็ตื่นเต้นกันมาก คุณฟิลิปส่งรูปมาให้ผมดูล่วงหน้าทางอีเมล แต่วันนั้นมันก็ไปแล้ว นกที่เห็นมากที่สุดในแปลงนี้คือนกหัวโตหลังจุดสีทอง กลุ่มหนึ่งราว 40-50 ตัวในขนชุดผสมพันธุ์ที่เราไม่ค่อยได้เห็นที่เมืองไทย คือมีจุดสีทองที่หลังชัดเจนและขนตั้งแต่คอลงไปถึงท้องเป็นสีดำ
แปลงด้านในเข้าไปอีกก็เป็นแปลงใหญ่โตกว้างขวางเช่นกันและเป็นที่ที่นกปากช้อนหน้าดำมาใช้เป็นที่อยู่ในฤดูหนาว ซึ่งปีนี้เขานับได้กว่า 300 ตัว ผมโชคดีที่ยังได้เห็นนกปากช้อนหน้าดำกลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ 31 ตัว ซึ่งเป็นฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ที่เมืองไทย ระยะหลังนี้เห็นกันที่บริเวณ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นระดับเส้นรุ้งที่ต่ำที่สุดแล้วที่นกชนิดนี้อพยพลงมาถึง ปีนี้มีรายงานก็แค่สองตัวเท่านั้น และเป็นครั้งละตัวด้วย
พฤติกรรมของเจ้าปากช้อนหน้าดำที่นี่ก็ไม่ต่างกับที่เมืองไทย คือรักษาระยะห่างกับมนุษย์ไว้ไม่ให้ใกล้เกินไป พอคนขยับเข้าไปใกล้ มันก็จะบินย้ายออกไปให้อยู่ห่างๆ ผมเคยมีประสบการณ์เล่นเอาเถิดกับมันมาแล้ว พอเราขยับเข้าไปหรืออ้อมจะให้เข้าไปใกล้อีกด้านจะได้ดูชัดๆ มันก็ขยับห่างออกไปเสียทุกที ที่ไทนาน คราวนี้เราขี่จักรยานกันไปเงียบๆ พอเห็นมัน ก็หยุดรถลงดูแล้วขยับเดินค่อมๆเข้าไป มันก็บินออกไปลงที่ห่างทันที แต่ไม่เป็นไรได้เห็นเป็นฝูงขนาดนี้ก็ชุ่มหัวใจ เพราะแค่ 30 ตัวก็เกินร้อยละหนึ่งของประชากรนกทั้งโลกแล้ว
ส่องหานกชายเลนอื่นก็ไม่เห็นอะไรน่าสนใจ มีเดินกันอยู่ไม่กี่ตัว จึงขี่จักรยานกลับ ใกล้กับสำนักงานที่บริเวณด้านนอกออกมา มี “หมู่บ้านนิเวศนาเกลือ” (Saltpan Eco-village) ซึ่งประกอบด้วยอาคาร(ร้าง)ที่เคยเป็นบ้านพัก ร้านรวง และศาลเจ้าของคนงานนาเกลือที่ได้รับการอนุรักษ์เก็บไว้ ต้องเอาคานเหล็กใหญ่ๆมาดามกันพัง มีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับเกลือและผลิตภัณฑ์ที่ครอบครัวอดีตคนงานนาเกลือทำหารายได้ และนาเกลือแปลงเล็กๆ ที่เคยใช้ผลิตเกลือคุณภาพสูง เก็บไว้เป็นแปลงสาธิตให้คนมาเรียนรู้และทดลองทำ นาเกลือเขาใช้กังหันลมและแรงคนในการหมุนระหัดวิดน้ำเข้านาที่คล้ายกับที่ใช้ในเมืองไทย ไปเดินดูลูบคลำแล้วทำให้คิดถึงบ้านจริงๆ
จากพื้นที่ชุ่มน้ำชิเกา คุณฟิลิปขับรถไปอีกไม่ไกล เพียงข้ามแม่น้ำเจิ้งหวุน(Zengwun River) เข้าไปเขตเมืองชิกู(Chigu Township) และตรงไปยังพื้นที่ด้านนอกติดกับทะเล ที่นี่มีหาดเลนกว้างใหญ่ทางเหนือของปากแม่น้ำ มีพื้นที่ราว 1,800 ไร่ซึ่งเป็นที่ที่นกปากช้อนหน้าดำมาอาศัยอยู่ทุกปีในฤดูหนาว ปีนี้ก็มีมากกว่า 800 ตัว นับเป็นจุดที่นกปากช้อนหน้าดำมารวมตัวกันอยู่มากที่สุดในโลก หาดเลนนี้จึงถูกประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นกปากช้อนหน้าดำ ห้ามคนเข้าไปใช้ในช่วงฤดูนกอพยพ แต่แปลกไหมครับว่าพื้นที่ตรงนี้แม้มีคุณสมบัติครบถ้วนก็ยังไม่ได้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับสากลหรือ Ramsar Site เพราะไต้หวันไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ! เป็นเรื่องการเมืองแท้ๆ ที่มาสำคัญเหนือการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ในวันที่เราไปหมดฤดูนกอพยพไปแล้วจึงเห็นหญิงชาวบ้านหลายคนลงไปหาหอยบนหาดเลน ด้านในของหาดเลนเข้ามาเป็นบ่อปลามากมายครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ชาวประมงจะถ่ายน้ำออกเพื่อตากบ่อฆ่าเชื้อโรคทุกปีในช่วงเดียวกับที่นกอพยพมา นกชายเลนปากช้อนจึงเข้ามาหาสัตว์น้ำเล็กๆและปลาที่เหลืออยู่เป็นอาหารได้อย่างสบายและปลอดภัย และช่วยชาวบ้านทำความสะอาดบ่อไปในตัว ที่นี่นกกับคนจึงอยู่ร่วมกันได้อย่างสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
กลางบริเวณบ่อปลานี้มีศูนย์วิจัยและข้อมูลนกปากช้อนหน้าดำ ที่ให้ความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนกชนิดนี้เพียงชนิดเดียว มีภาพถ่าย แผนที่ ข้อมูลของนกจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ อาหารที่กิน ถิ่นที่อยู่อาศัยทั้งที่ทำรังวางไข่และที่อยู่ในฤดูหนาว ฯลฯ
ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมคือนกปากช้อนหน้าดำที่สต๊าฟตั้งแสดงไว้สิบกว่าตัว นกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนกที่ตายรวดเดียว 70 ตัวจากโรค Botulism เมื่อหลายปีก่อน รู้สึกว่าตัวมันเล็กกว่าที่คิดไว้เมื่อดูจากกล้องสองตามาก จากการได้ดูใกล้ๆ คุณฟิลิปได้ชี้ให้ผมดูความแตกต่างอย่างชัดเจนของสีและลายที่ปากด้านบน ซึ่งทำให้เราสามารถจำแนกได้แน่นอนว่า นกตัวไหนเป็นนกเด็ก นกผู้ใหญ่ และนกที่อายุมากแล้ว รวมทั้งการแยกระหว่างนกตัวผู้กับนกตัวเมีย และมีรูปนกปากช้อนหน้าดำในขนชุดผสมพันธุ์ที่รอบต้นคอจะเป็นสีส้มชัดเจน ซึ่งเราไม่ได้เห็นที่เมืองไทยด้วย
การที่นกตายรวดเดียวจำนวนมากเช่นนี้เป็นเพราะนกปากช้อนหน้าดำมักอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ หากเกิดอะไรขึ้นก็จะกระทบนกจำนวนมาก ซึ่งทำให้พวกเขาหวั่นกันมาก แม้ว่าประชากรทั้งโลกของนกชนิดนี้ที่เคยลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียง 700 กว่าตัวทำให้นกอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง จะกลับเพิ่มขึ้นมาอีกในสี่ปีหลังนี้จนมีประชากรราว 2,450 ตัวในปัจจุบัน โดยกว่าครึ่งหนึ่งมาใช้พื้นที่นี้อยู่อาศัยในฤดูหนาว และมีพื้นที่ทำรังเท่าที่ทราบอยู่บนเกาะเล็กๆ นอกฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรเกาหลี ทั้งเกาหลีเหลือ เขตปลอดทหารที่อยู่ตรงกลาง และเกาหลีใต้ ไม่ไกลจากที่เรือรบเกาหลีใต้ระเบิดจมลงเมื่อเร็วๆนี้เอง ซึ่งทางเกาหลีใต้กล่าวหาว่าถูกเกาหลีเหนือยิงด้วยตอร์ปิโด
ด้านนอกของหาดเลนมีแนวทรายเป็นแหลมโอบล้อมและยังมีป่าชายฝั่งเหลืออยู่ ผมจึงได้ของแถมคือการไปดูนกแต้วแล้วอกเขียวในป่านี้ นกชนิดนี้ที่เมืองไทยอาจหาดูได้ไม่ยากนัก แต่ที่ไต้หวัน นี่เป็นการพบเห็นเพียงครั้งที่สองเท่าที่ที่มีการบันทึกไว้เท่านั้น นกอยู่ที่นั่นมายี่สิบกว่าวันแล้ว มีช่างภาพไปถ่ายรูปกันทุกวัน รวมแล้วเท่าที่คุณฟิลิปทราบมากกว่า 600 คน ตอนที่เราไปดูก็มีช่างภาพกล้องโตอยู่แล้วสิบคน ใช้เหยื่อล่อให้นกออกมา นกก็เดินออกมาวนเวียนให้ถ่ายรูปใกล้ๆห่างแค่ 2-3 เมตรตลอด
ออกจากบริเวณใกล้ปากแม่น้ำนี้ คุณฟิลิปขับรถพาผมมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปอีก มองจากรถที่แล่นบนถนนที่ตัดขนานกับชายฝั่งและยกสูงขึ้นเป็นช่วงๆ ก็เห็นว่าสองข้างทางมีแต่บ่อปลา เมื่อหมดบริเวณบ่อปลาก็ต่อเข้าบริเวณที่เป็นนาเกลือร้าง บริษัทที่เคยผลิตเกลือเป็นอุตสาหกรรมได้หันมาหารายได้โดยการทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เอาเกลือมาก่อเป็นภูเขาสูง 20 เมตร (คุณฟิลิปบอกว่าเกลือที่ใช้ทำภูเขานี้นำเข้ามาจากออสเตรเลีย) ขึ้นไปบนยอดมองเห็นนาเกลือร้างไกลไปจนสุดสายตา รอบๆภูเขาเกลือเป็นสวนสนุก(Theme Park)เกี่ยวกับเกลือ รวมทั้งมีสระว่ายน้ำที่น้ำเค็มจัดจนคนลอยได้ไม่จมด้วย
ห่างจากภูเขาเกลือไปไม่ไกลมีพิพิธภัณฑ์เกลือไต้หวัน(Taiwan Salt Museum)ที่บริษัทนี้สร้างขึ้นเช่นกันเป็นอาคารรูปปิรามิดสองหลังติดกัน พิพิธภัณฑ์สี่ชั้นนี้มีนิทรรศการน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ประวัติและวิธีการทำนาเกลือในไต้หวัน เครื่องมือต่างๆที่ใช้ในการผลิตเกลือแบบอุตสาหกรรม รวมทั้งแบบจำลองโรงงานเกลือ ไปจนถึงการผลิตเกลือในที่ต่างๆของโลก การใช้ประโยชน์จากเกลือ วืทยาการที่เกี่ยวกับเกลือ รวมทั้งชีวิตและชุมชนของคนงานผลิตเกลือ มีการสัมภาษณ์และอัดเสียงคนในส่วนต่างๆของการผลิตและในชุมชนไว้ให้ฟังด้วย ฯลฯ มากมายเล่าไม่หมด น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาจีน อ้อ มีรูปและแผนที่แสดงการทำเกลือสินเธาว์ที่ภาคอิสานของไทยด้วย
เราใช้เวลาดูพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ราวหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางกลับเมืองไทนานมากินอาหารกลางวันพอดี เป็นอันเสร็จสิ้นการดูงานสั้นๆ นี่ถ้าเป็นฤดูนกอพยพคงจะได้ใช้เวลาทั้งวันกับการดูนกเป็นแน่แท้ และคงจะตื่นเต้นยิ่งกว่านี้ที่ได้เห็นนกปากช้อนหน้าดำฝูงใหญ่หลายร้อยตัว
ขากลับไม่มีอะไรตื่นเต้น รถไฟความเร็วสูงของไต้หวันนั่งนิ่มเหมือนรถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่นที่ผมเคยขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงไทเป คุณฟิลิปเดินทางมาด้วยเพราะจะไปประชุมคณะกรรมการบริหาร BirdLife ด้วยกัน มีที่มหัศจรรย์ใจอยู่อย่างเดียวคือสามารถซื้อตั๋วรถไฟได้ล่วงหน้าจากตู้ขายในร้าน 7-11 ข้างทางเลย สะดวกดีจริงๆ

หมู่บ้านนิเวศนาเกลือ

ภายในศูนย์์นิเวศนกไทเจียง

ศูนย์นิเวศนกไทเจียงกับคุณฟิลิป เกา

บริเวณที่นกหัวโตขาดำทำรัง เห็นนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคอยู่ด้านหลัง

แปลงนาเกลือเก่าทางขวาของกวินในภาพคือจุดที่พบนกชายเลนปากช้อนปีนี้

แผนที่แสดงถิ่นที่อยู่ของนากปากช้อนหน้าดำ

นกปากช้อนหน้าดำที่สต๊าฟไว้

พื้นที่อนุรักษ์นกปากช้อนหน้าดำ

นาเกลือร้างที่ Chigu มองจากยอดเนินเกลือ

พิพิธภัณฑ์เกลือไต้หวัน

SBS at Sihcao Wetland, Taiwan, April 10

ฝูงนกปากช้อนหน้าดำที่ Sihcao

ฝูงนกปากช้อนหน้าดำที่ Chigu

นกปากช้อนหน้าดำเริ่มเปลี่ยนขนที่ไทนาน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิตภาพ
ภาพนกปากช้อนหน้าดำและนกชายเลนปากช้อน – Philip Kuo, Secretary General, Wild Bird Society of Tainan, Taiwan (ฤดูอพยพ 2552-2553)
ภาพอื่นๆ - กวิน ชุติมา (8 พฤษภาคม 2553)